เหมือนโดนผีหลอก

เมื่อเช้านี้ ก่อน 6 โมงเช้า ขณะที่จะขึ้นรถสาย 92 ที่หน้า ปปส. ซึ่ปลายทาง คือ ลาดพร้าว 87 ซึ่งความจำเป็นเพราะว่า สาย 92 บางครั้งนานๆมาทีหนึ่ง ส่วนที่มาติดๆกัน สามคันซ้อนก็อีกเรื่องหนึ่ง ผมก็เลยต้องจ้องเป็นพิเศษเพราะบางทีพี่แกอาจจะไม่จอดป้ายถ้าแข่งกันมา หรือ ทั่นแท็กซี่ จอดชิดเลนขวางอยู่ หงุดหงิดอารมณ์เสีย ทั่นก็ขับรถผ่านไปเลยไม่จอดรับผู้โดยสาร ที่ยืนรอด้วยความคิดถึง ว่า เมื่อไหร่สาย 92 คันต่อไปจะมา…

เรื่องก็มีอยู่ว่า เมื่อเช้านี้ สาย 92 ก็ วิ่งรถว่างๆ ซึ่งผมเองก็โบกรถสาย 92 ตามปกติ ซึ่งคนขับก็จอดให้ผมขึ้นทางประตูหลัง ส่วน ประตูหน้าคนขับอาจจะเห็นผู้โดยสารที่ยืนอยู่ถัดจากผมไปก็เลยจอดให้ด้วยมารยาทดี ซึ่ง ทางประตูหลังผมก็เห็นว่าเบาะที่ติดกับทางประตูขึ้น ก็มีพระหนุ่มรูปหนึ่งนั่งอยู่รูปเดียว ซึ่งผมก็มองผ่านไปไม่ได้สนใจอะไร

ซึ่งเมื่อผมขึ้นไปบนรถเมล์สาย 92 แล้ว ก็เลือกหาที่นั่งได้ตามสะดวกเพราะผู้โดยสารน้อย ก็เลือกนั่งเบาะเดี่ยว มองไปข้างหน้าก็มีผู้โดยสารวิ่งขึ้นรถมา 3 คน ก็ปกติไม่แปลกอะไร แต่ก่อนที่ผมจะนั่งที่ก็ดูเหมือนหางตาผมจะเห็นมีผู้โดยสารอีกคน วิ่งมาขึ้นที่ประตูหลังตามผมมา ซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะมั่วแต่ล้วงกระเป๋าหยิบเงินส่งให้กระเป๋ารถเมล์ เพราะพี่แกอยู่ใกล้ผมพอดี และเมื่อจ่ายค่าโดยสารเรียบร้อย กระเป๋ารถเมล์เธอก็เดินไปเก็บผู้โดยสารที่ขึ้นประตูหน้า แต่ก่อนไปเธอก็มองข้ามศีรษะผมไปข้างหลังเหมือนกัน ซึ่งผมก็เดาว่า ผู้โดยสารที่ตามผมขึ้นมาอาจจะกำลังล้วงกำลังควักเงินอยู่ก็อาจจะเป็นได้ เธอเลยเดินไปเก็บค่าโดยสารจากคนข้างหน้าก่อน ซึ่งก็เป็นเรื่องของเธอไปแปลกอะไร

แต่… เมื่อเธอเก็บเงินค่าโดยสารคนข้างหน้าเสร็จ เธอก็หาเบาะว่างนั่งเลย ไม่ได้มาเก็บผู้โดยสารที่ผมคิดว่ามีนั่งอยู่ข้างหลังรถอีก ผมก็เลยหันไปมองเพราะอยากรู้ว่าทำไมกระเป๋ารถเมล์เธอไม่เก็บเงินผู้โดยสารที่ตามผมขึ้นมา ก็ปรากฏว่า เมื่อผมหันไปมองข้างหลังรถก็เห็นแต่พระหนุ่มรูปเดิมนั่งอยู่รูปเดียว ไม่มีคนอื่นแปลกปลอมขึ้นมาบนรถสักคนเดียว

ความเป็นไปได้

1.ว่าผู้โดยสารอาจจะขึ้นและลงไปก่อนรถออกเพราะเหตุผลส่วนตัวเขา

2.ผู้โดยสารขึ้นมาแค่ป้ายเดียวก็ลง แต่ไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะ รถว่ากระเป๋ารถน่าจะเดินมาเก็บค่าโดยสารทันก่อนถึงป้ายแรก

3.พระหนุ่มรูปนั้นมีของดี ที่ วิญญาณจะตามติดผมมาแต่ตามมาไม่ได้เลยถอยไป แต่ก็ไม่น่าเป็นไปได้ที่จะมีวิญญาณตามผมมาเพราะผมเองก็ไม่ได้สุ่มเสี่ยงอะไรในการจะไปพบไปเจอกับพวกเขาเมื่อคืนนี้

สรุป ผมเองก็เคยพบเรื่องแบบนี้บ่อย แบบแค่หางตาว่าแลเห็นแต่ก็ยังไม่เคยเจอแบบ ส่งสายตาให้กัน ปิ้งๆๆ…ๆ  ซึ่งจะว่าโลกนี้ไม่มีก็ไม่ได้ แต่ถ้ามีผมก็ยังสงสัยว่าผู้ที่ผู้ฆ่าตาย ทำไมพวกเขาไม่กลับไปต่อว่าผู้ที่ฆ่าเขาโดยเจตนาเหล่านั้น ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าถามคนสักร้อยคนว่า คุณอยู่ดีๆแล้วมีคนมาตบหน้าคุณ คุณอยากแก้แค้นไหม ซึ่งบางคนก็ไม่ต้องถามสวนหมัดไปทันที แล้วผมก็เชื่อว่ามีคนมากกว่าครึ่ง ที่จะอยากแก้แค้นแต่ทำได้หรือไม่ได้ก็อีกเรื่องหนึ่ง

เผชิญหน้า ยูเอฟโอ (UFO)

ผมคิดว่าผมเคยเจอนะ จานบินนะ เรื่องจริงตอนที่ผมเป็น ยาม อยู่ที่บริษัทเครื่องสำอางแห่งหนึ่งซึ่งตัวบริษัทจะเข้าไปในซอยลึก ซึ่งบริเวณนั้นจะเป็นบ้านคนรวย ปลูกเป็นบ้านเดี่ยวเนื้อที่แต่ละหลังก็เกือบ 1 ไร่ หรือมากกว่าเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อเวลากลางคืนก็จะปิดไฟนอนกันเงียบ คงมีแต่ไฟฟ้าตามรั้ว และ ไฟฟ้าจากเสาไฟฟ้าตามถนน ไม่มีคนพลุกพล่าน ซึ่งจะว่าไปแล้วเหมือไปนั่งอยู่ในต่างจังหวัดกันเลยทีเดียว ทั้งๆที่เป็นกรุงเทพฯและอยู่ในเขตรามคำแหง

ยามกลางคืนจะมีกัน 2 คน และผมก็ตกลงกันว่าจะเปลี่ยนกันนอนกันคนละครึ่งคืน คือเปลี่ยนกันนอนตอนตีหนึ่งซึ่งก็เป็นอย่างนี้เป็นประจำไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งผมเองจะยึดที่นอนบริเวณ หินอ่อนที่สร้างยาวไปตามบ่อปลาคราฟ กว้างนอนสบายถ้าไม่กลิ้งตกบ่อปลาไป

ก็วันหนึ่งจำไม่ได้ว่าผมอยู่เวรช่วงค่ำหรือช่วงดึก ก็นอนเล่นที่เดิม ตรงหินอ่อนข้างบ่อปลาก็ใช้เป้หนุนหัวนอนดูดาวสบายใจทุกคืน เพราะโจรขโมยแถวนั้นไม่มีแน่นอน ก็นอนนับดาวไปเรื่อยซึ่งพอจะแยกออกว่า แสงไหนเป็นไฟจากเครื่องบิน, ดาว หรือ ดาวเทียม ซึ่งดาวเทียม(คิดว่าน่าจะใช่นะเพราะ จะลอยช้ากว่าเครื่องบิน และแสงของมันจะไม่กระพริบแค่นั้นล่ะที่แยกออก

วันเกิดเรื่องที่ผมนอนดูดาวอยู่ตามปกติ ก็มองเห็นแสงดาวซึ่งวันนี้มันแปลกคือ แสงมันไม่กระพริบแต่ลอยไวเท่าเครื่องบิน แต่ผมก็ยังคิดว่า ดาวเทียมดวงนี้มันอยู่ใกล้โลก หรือ ไฟจากเครื่องบินบางประเภทที่อาจจะไม่กระพริบก็ได้ซึ่ง มันก็ไม่แปลกเพราะผมเองก็ไม่รู้จักประเภทของเครื่องบินเท่าไหร่ มันอาจจะเป็นไปได้ที่ไฟจากเครื่องบินบางลำอาจจะไม่กระพริบ ก็นอนมองเพลินไม่คิดอะไรมาก แต่ฉับพลัน แสงที่ลอยอยู่ก็หักมุม 90 องศาไปทางขวาทันทีทำให้ผมมองไม่ทันว่า มันไปไกลแค่ไหนเพราะแสงมันก็ไปบนอยู่กับดาวดวงอื่นๆในเวลานั้น ซึ่งคุณผู้อ่านลองคิดดูว่า เครื่องบิน จะเลี้ยวก็จะต้องตีโค้งกันระยะไกลอย่างที่คุณนึกภาพออก หรือจะเป็น ฮอฯ ก็เช่นกัน ก็ต้องตั้งลำหยุดแล้วหันไปทางขวาก่อน สักครู่ก็จะวิ่งขึ้นหน้าไป แต่นี่คือลอยมาดีๆก็พุ่งไปทางขวาทันที ก็เก็บเอาไว้ในใจไม่ได้เล่าให้เพื่อนๆยามด้วยกันฟังเพราะพวกนั้นก็คงไม่เชื่อเท่าต้นไม้ผูกผ้าสีที่พวกเขาส่วนใหญ่จะเชื่อเรื่องนั้นมากว่าเรื่องมนุษย์ต่างดาว

เหตุที่บอกว่าคุณคือ ทายาทมนุษย์ต่างดาว

ผม อ.เทพ เมืองแมว ซึ่งไม่ได้เป็นนักเรียนนอก แต่มีเพื่อนจากต่างดาวอยู่ 2 คน แรก ชื่อ เมอร์ฟี่ และ วาซลีโน ซึ่ง ทั้ง คนมาจากดาวคนละดวงกัน แต่ ส่วนตัวจะซี้แห๋ง ย่ำปึ๊ก กับ เมอร์ฟี่ มากกว่า ส่วน เรนนี่ เป็นผู้หญิง ไปสนิทกับเธอมากๆ กลัวจะหาว่าผมตามจีบเธอ ได้แต่ทักเธอ ทาง Line เท่านั้น ส่วน เมอร์ฟี่ นี้เป็นชายผิวสีเขียวใส สูงหล่อตาโต วันหลังจะถ่ายรูปมาให้ดู ส่วน เรนนี่ ขาวโปร่งใส สวยคุณ อั้ม พัชรา ยังไงยังงั้นเลยทีเดียว

สรุป

1.เมื่อตอนเด็กๆ อายุประมาณ 3 หรือ 6 ขวบ คุณจะประสบอุบัติเหตุร้างแรงจนขั้นจนเกือบเสียชีวิต และช่วงที่เกือบเสียชีวิตในขณะนั้น จะฝันถึงหรือได้พบกับครอบครัวของคุณในต่างดาว ซึ่งเมื่อฟื้นขึ้นมาอาจจะจำได้หรือจำไม่ได้ก็แล้วแต่บางคน

2.อุณหภูมิของร่างกายของคุณจะต่ำกว่าคนอื่นโดยทั่วไปแต่ไม่ถึงขั้นอุณหภูมิเย็นเหมือนสัตว์เลือดเย็นอย่างพวกงู(เรียกว่าคุณยังมีร่างกายที่อุณหภูมิอบอุ่นอยู่บ้าง) เคยถาม เมอร์ฟี่ แล้วว่าทำไม เขาก็ตอบว่า ที่ดาวที่มาแต่ละดวงนั้นส่วนใหญ่ อุณหภูมิของดวงดาวจะสูง เพราะ พืชพันธ์ไม้ไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่เป็นหินและทะเลทราย มนุษย์บนดาวเหล่านั้น จึงต้องปรับตัวให้ร่างกายเย็นกว่าปกติ

3.เมื่อคุณอยู่คนเดียว หรือเหงาขึ้นมา คนส่วนใหญ่จะนึกถึง ครอบครัว พ่อแม่พี่น้อง ที่อยู่บนโลกใบนี้ หรืออย่างดีก็นึกถึงแฟน (ในคืนที่ดาวเต็มฟ้า ก็มองเห็นแต่หน้าของเธอ). แต่ทายาทมนุษย์ต่างดาวเมื่อเหงาหรืออยู่คนเดียวขึ้นมาก็นึกถึงแต่ครอบครัวที่อยู่บนดวงดาวอันไกลโพ้น และจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้นั่งมองท้องฟ้าในยามค่ำคืน เพราะเหมือนกับว่าได้มองเห็นครอบครัวของตนอยู่ที่อีกปลายฟ้าของจักรวาล

และอีหลายข้อ จำไม่ได้แล้ว เพราะ คุยกันไว้นานแล้ว ซึ่งปัจจุบัน ไม่ได่คุยกันเรื่องนี้แล้ว ผม เมอร์ฟี่ และ เรนนี่ ต่างก็คุย กันถึงการช่วยพัฒนาโลกให้สงบสุขได้อย่างไร

แต่ผมสามคนคงทำไม่ได้ ถ้าไม่มีทายาทมนุษย์ต่างดาวอย่างพวกคุณยื่นมือเข้ามาช่วยกัน และคุณต้องทำอย่างไรบ้าง แล้วผมจะค่อยๆ ถาม เมอร์ฟี่ และ เรนนี่ ซึ่งการแก้ปัญหานั้นเป็นไปได้ยากและมีการผันแปรของเหตุการณ์ของโลกอยู่ทุกวัน

มนุษย์ต่างดาว

วันนี้ดูสารคดี มนุษย์ต่างดาว และ เคยดูภาพยนตร์เรื่อง The Martian (2015) เดอะ มาร์เชี่ยน กู้ตาย 140 ล้านไมล์ และเรื่อง โนอา

เริ่มจาก โนอา ได้รับคำสั่งจากพระเจ้า ให้นำเอาสัตว์อย่างละ 1 คู่(ตัวเมีย + ตัวผู้) พืช บนโลกทั้งหมดขึ้นมาบนเรือ ก่อนน้ำจะท่วมโลก

สารคดีมนุษย์ต่างดาว บอกว่า เป็นไปไม่ได้ว่า โนอา จะตอนสัตว์ขึ้นมาบนเรือทั้งหมด เพราะ ต้องทำกรงสัตว์เท่าไหร่ไม่รวมการต่อเรือยักษ์อีก 1 ลำ และการต้อนสัตว์ขึ้นเรือ ก็เป็นไปได้ยาก ต้องมานั่งไล่ต้อนสัตว์เหล่านั้นอย่างไร อย่าง เสือ สิงโต และสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหาร ไม่จ้องกินกันเองก่อนขึ้นเรือหรือ และต้องไปต้อนสัตว์มาจากที่ไหนในโลก ติดประกาศตามต้นไม้ให้สัตว์มารวมกันก็ไม่ใช่ และอีกอย่าง เวลาก็มีไม่มาก

สารคดีนั้น ก็เลยบอกว่า น่าจะเก็บเฉพาะ DNA ของสัตว์เหล่านั้นเก็บใส่หลอดแก้วเพื่อใช้เทคโนโลยี่ กู้คืนสิ่งมีชีวิตกลับมาโดยฝีมือมนุษย์ต่างดาว ส่วนพืชนั้นไม่ยาก เก็บเมล็ดไว้ได้ไม่ยาก

ก็มานึกถึงภาพยนตร์เรื่องThe Martian (2015) เดอะ มาร์เชี่ยน กู้ตาย 140 ล้านไมล์ ที่มนุษย์ไม่ติดอยู่บนดาวอังดาร ก็เลยหาวิธีที่จะอยู่รอดโดยให้ตัวเขามีอาหารกินอย่างเพียงพอจนกว่าจะมีคนมาช่วย ก็เลยหาวิธีปลูกมันฝรั่งไว้กิน เรื่องจบอย่างไร หาชมภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ตามสะดวก

ความคิดของผมนำ 3 เรื่อง มารวมกัน คือ มนุษย์ ต่างดาว จาก สามดาว มาติดอยู่บนโลกห่างไกลกันมาก โดยอยู่ที่ เอเชีย ดวงหนึ่ง ยุโรปดวงหนึ่ง และ อาฟริกาอีกดวงหนึ่ง ซึ่งต่างคนต่างมาและติดอยู่ที่นั้น (เพราะมนุษย์ ผิวสีและโครงสร้างต่างกันมากอย่างเห็นได้ชัด) และเพื่อจะให้มนุษย์ต่างดาวมีชีวิตอยู่รอด ก็เลยเพาะพันธ์สัตว์และพืชเพื่อเอาไว้กินเพื่อประทั้งชีวิตก่อนที่จะมีเพื่อนจากดาวของตนเองมาช่วย แต่จะมาช่วยได้หรือไม่ได้ก็แล้วแต่ยากที่จะเดา

เพียงแต่สัตว์และพืชที่เอามาเพาะพันธ์ไว้ไม่ได้นำกลับไปด้วยก็เลยอยู่บนโลกและแพร่พันธ์กันต่อไป และเมื่อมนุษย์ จาก 3 ทวีปที่ฉลาดกว่าสัตว์ก็เริ่มใช้ภาษาสื่อสารกันเองได้ ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันบางที สุนัข แมว หรือ สัตว์อื่นๆจากต่างประเทศจะ
สามารถสื่อสารกันเองได้แบบมนุษย์หรือเปล่า มนุษย์ก็เริ่มเดินทางติดต่อกันเองโดยสร้างยานพาหนะ เช่นเรื่อ หรือล้อเลื่อนต่างๆ ก็เลยมาถึงจุดนี้ในปัจจุบัน

แต่สิ่งที่ผมสงสัยมากๆ ก็คือ สัตว์และพืชนั้น มนุษย์ต่างดาวเพาะไว้กินเองได้ก็พอเชื่อได้ แต่เหล่ามนุษย์ต่างดาวสร้างมนุษย์ขึ้นมาทำไม

ตอบคำถามเพื่อรับคะแนน 100 Hp คลิกที่นี่

“ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง”

ความรู้สึกนี้ ได้มากจากเพื่อน ที่ชื่อ สิทธิศักย์ ซึ่งเพื่อนคนนี้ เป็นคนที่เฉื่อยชา ทำไร่ไถ่นาอยู่ไหนไม่รู้ (เพราะไม่ค่อยสนิทกัน) ในตอนเรียนที่ แผนกวิชาไฟฟ้ากำลัง วิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร ในรุ่น ปี 2529 ก็รุ่นเดียวกันกับผม ฐานะก็ไม่ร่ำรวยอะไรมากมาย เรียกว่าฐานะทางบ้านเขาด้อยกว่าฐานะทางบ้านผมอยู่อย่างแน่นอน

วันเกิดเหตุที่พลิกชีวิตผมขึ้นมาบ้างเล็กน้อย เพราะผมเองไม่มีความมั่นใจอะไรเลยก่อนหน้านั้น ที่ซึ่งในวันนั้น ขณะที่นั่งรอเรียนเพราะวิทยาลัย เป็นการสอนแบบเลือกเรียนแบบ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในชั่วโมงก่อนหน้าเป็นการสอบวิชาพละ นักเรียนก็ต้องแต่งชุดพละ มาสอบกัน ก็เรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไร และ จะเว้นว่างไปอีกอย่างน้อย 60 นาที ขณะที่นั่งรอวิชาต่อไป (จำไม่ได้แล้ว) ก็มีการสอบ วิชาภาษาไทย ซึ่ง แน่นอน นักเรียน ก็ต้องแต่งชุดนักเรียน เข้าสอบ แต่ด้วยความขี้เกียจ ขี่จักรยาน กลับบ้านไปเปลี่ยนชุดใหม่ และอีกอย่างจำไม่ได้ว่า ซักชุดนักเรียนหรือเปล่าด้วยซ้ำ (ขี้เกียจมากในเวลานั้น ไม่มีใครซักผ้าให้(น่าสงสารสุดๆ)) อีกอย่าง บ้านก็ไกล ขี่จักรยานไปกลับก็เหนื่อยลิ้นห้อยพอดี

ก็เลย นั่งโอ้เอ้ ที่วิทยาลัยนั่นล่ะ จนใกล้เข้าสอบก็ไปนั่งรอหน้าห้องสอบก็ชักอึดอัดไม่ค่อยดีแล้วซิ เพราะ นักเรียนคนอื่นก็แต่งชุดนักเรียนมากันครบ เพราะเป็นการสอบ ซึ่งผมก็เป็นชุดพละแต่ยังดีอยู่นิดว่าเป็นชุดของทางวิทยาลัยฯ

นั่งกระสับกระส่าย จะกลับไปเปลี่ยนก็ไม่ทันแน่ๆ จะนั่งรออยู่อย่างนี้ ก็ทำท่าจะไม่ค่อยดี พอดีเห็น เจ้า สิทธิศักย์ คนนี้ล่ะ เลยเข้าไปนั่งคุยกับกับมัน และก็อดถามมันไม่ได้ว่า

“เฮ้ย กูจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อที่บ้านจะทันไหมว่ะ”

มันนั่งมองหน้าผมกับเสื้อผ้าที่ผมใส่ แต่ก็นั่ง มึนๆซึมๆ ของมันอยู่อย่างนั้นไม่ตอบคำถาม ส่วนผมก็นั่งรอคำถามมันอยู่ แต่ก็อดถามมันต่อไม่ได้

“เอาไงดีว่ะ ครูจะยอมให้เข้าห้องสอบหรือเปล่าวว่ะ” ถ้าผมอ่านความคิดมันได้ มันคงตอบผมในใจว่า (“กูจะไปรู้หรือว่ะ กูไม่ใช่ครูนี่หว่า”)

มันคงเห็นผมกระวนกระวาย กระสับกระส่าย มันคงรำคาญ ก็เลย พูดออกมาประโยคหนึ่ง ซึ่งทำให้ผม ปิ้งแว๊บ ขึ้นมาทันที

“ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง” พูดจบมันก็ลุกหนีไปเลย (มันคงรำคาญมาก) แต่ผมเองก็ยังลังเลตามนิสัยเดิมของผม

และแล้ว ในวันนั้น ก็จบลงด้วยดี เพราะครูผู้สอน (จำชื่อท่านไม่ได้แล้วครับ เป็นครูผู้หญิงครับ) ก็เพียงแค่มองหน้าผม แต่ก็แจกกระดาษข้อสอบให้ผมทำข้อสอบไปเหมือไม่มีอะไรเกิดขึ้น (หรือ คุณครู แน่ใจว่า ให้ผมสอบๆไปเหอะไม่ต้องไล่มันออกจากห้องสอบหรอก เพราะยังไงมันก็สอบตกอยู่ดี(ซะเมื่อไหร่ล่ะ ผมทำข้อสอบได้ครับคุณครู (ผมพูดเล่นนะครับคุณครู ผมรู้ว่า คุณครูไม่คิดอย่างนั้นกับลูกศิษย์หรอก)))

 

 

อาจารย์ สมศักดิ์ ใจดี

อาจารย์ สมศักดิ์ ใจดี หัวหน้าแผนกวิชาไฟฟ้ากำลัง วิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร ในรุ่น ปี 2529

ผมจำไม่ได้ว่าเหตุการณ์นั้น เป็นเรื่องอะไร เพียงเท่าที่จำได้คือขณะกำลังนั่งรอเรียนวิชาต่อไปซึ่งทางวิทยาลัยในขณะนั้นเป็นวิทยาลัยที่เป็นการสอนแบบเลือกเรียนแบบ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ที่สนามหญ้า ก็มีอาจารย์ สมศักดิ์ ใจดี กับ นักเรียนภาควิชาไฟฟ้าบางส่วน ก็จำไม่ได้ กำลังนั่งเล่น นั่งคุยกันแบบชิวๆ ในช่วงเย็น ซึ่งทางวิทยาลัยฯ เปิดสอนชั่วโมงแรก ตั้งแต่ 8.00 และ ชั่วโมงสุดท้าย 19.00 เลิกก็ 20.00 ก็นั่งรอเวลาเข้าเรียนกัน ผมจำไม่ได้ ว่าท่านให้อะไรกับเพื่อนหรือตัวผมหรือไม่ได้ให้อะไรใครเลย เพียงแต่ท่านอยากสอนนักเรียนที่กำลังนั่งคุยกันอยู่นั้น ซึ่งท่านก็สอนอยู่คำหนึ่งว่า “ขอบคุณ” ท่านบอกว่า เวลาท่านพูด ไม่เห็นตายเลย ทำไมพวกเราไม่ค่อยพูดกัน แล้ว ท่านก็พูดว่า

“ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ เนี่ยะ ไม่เห็นตายเลย”

ผมจำเหตุการณ์ได้เท่านี้ แต่ก็จำฝังใจมาตลอด ซึ่งต่อจากวันนั้น ผมก็เริ่มพูด “ขอบคุณ” ซึ่งแทบจะพูดคำว่า “ขอบใจ” ไม่เป็นเลย ซึ่งตามหลักภาษาไทย คำว่า “ขอบคุณ” นั้นใช้กับเด็กที่รับของจากผู้ใหญ่ หรือ คนที่ยศตำแหน่ง หรือ ศักย์ ที่สูงกว่า เช่น ลูกสาวเจ้านายอายุ 15 ปี ให้ขนม แม่บ้านที่อายุปาเข้าไป 50 ปี แม่บ้านก็ควรจะพูดคำว่า “ขอบคุณ” แต่กลับกัน ถ้า แม่บ้าน ยกน้ำ มาให้  คุณนาย แม้เธอจะอายุน้อยกว่าแม่บ้าน เธอ ก็อาจจะพูด “ขอบใจ” ก็ได้ แต่ ถ้าเธอพูด “ขอบคุณ” ก็ดูดีกว่า

“แต่เวลานั่งดูหนังหรือละครบางเรื่อง ถ้า ตัวละคร พูด “ขอบคุณ” หรือ “ขอบใจ” ไม่ถูกกาลเทศะ ก็เซ๊งไว้รอเลย แล้ว พาลจะไม่ดูละครหรือหนังเรื่องนั้นต่อไปเลย เพราะ สัมมาคารวะตามประเพณีไทย คนเขียนบท ไม่ทราบจริงๆ หรือ ขี้เกียจทราบ ไม่รู้

ซึ่งเวลานี้ แม้ผมจะอายุมากแล้ว แต่ก็ติดคำว่า “ขอบคุณ” มาตลอด ไม่ว่า ลูกเล็กเด็กแดงอะไร หรือกระทั่งแม่บ้านถ้ามาช่วยทำอะไร หรือ ยกแก้วน้ำมาให้ผมก็ติดคำพูด “ขอบคุณ” แต่ก็มีบ้างตามกาลเทศะ แล้วคุณล่ะ ระหว่าง คำว่า “ขอบใจ” กับคำว่า “ขอบคุณ” คุณพูดคำไหนติดปากมากกว่ากัน?

ตอบคำถาม เพื่อรับ คะแนน 100 คะแนน คลิกที่นี่ “คำว่า ขอบคุณ กับ ขอบใจ คุณใช้คำไหนมากกว่ากัน”

คะแนนที่ทางเราให้ มีประโยชน์อย่างไร คลิกหาคำตอบได้ที่นี่

หมายเหตุ ค้นหาชื่อ อาจารย์ สมศักดิ์ ใจดี ใน facebook มีเพียบเลยครับ แต่คงไม่ใช่บุคลที่ผมพูดถึงแน่ๆครับครับเพราะท่านน่าจะอายุ สัก 60 ปีแล้วมั่ง